psodev

Author Archives: psodev

แนะนำ สาขาอาชีพมาแรง นักการตลาดดิจิทัล เรียนต่อนอก ดีไหม

แนะนำ สาขาอาชีพมาแรง เรียนต่อนอกดีไหม

     แนะนำ สาขาอาชีพมาแรง นักการตลาดดิจิทัล (Digital Marketer) เรียนต่อนอกดีไหม เนื่องจากเป็นสาขาอาชีพที่มาแรงมากในทศวรรษต่อไปครับ เป็นอีกหนึ่งสาขาที่น่าไปเรียนต่อในต่างประเทศครับ แต่อันที่จริงในบางสาขาแยกย่อยเราเรียนในเมืองไทยก็ได้อยู่นะ ถ้ามีเงินมากพอและไม่มีความรับผิดชอบใดๆค่อยไปต่อนอกก็ยังได้ เพราะข้อดีของสาขาอาชีพสายดิจิทัลก็คือ มันเป็นความรู้ที่เน้นการอัพเดทตลอดเวลา แต่การไปเรียนด้านนี้ต่อในต่างประเทศก็มีส่วนช่วยมากครับ ถ้าต้องการเติบโตในสาขาเหล่านี้ ซึ่งจะมีประโยชน์มาก ไม่ใช่แค่ในปี 2020 แต่หลายสำนักคาดการณ์ว่าจะเป็นอนาคตในช่วงทศวรรษถัดไป

ทำไมสาขานี้ถึงกำลังมีความสำคัญ ???

      ไม่น่าแปลกเลยครับเพราะทุกวันนี้การใช้งานอินเทอร์เน็ต กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตระจำวันไปแล้ ใครๆก็เข้าใช้งานได้ มีแพลทฟอร์มโซเชียลมีเดียกันแทบทุกคน ตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ แค่คลิกมือถือหรือเปิดแท็ปเล็ตก็ใช้งานได้แล้ว ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมการตลาดและการโฆษณาของแทบทุกธุรกิจถึงหันมาให้ความสำคัญกันมากขึ้น เพราะนอกจากสามารถสื่อสารเข้าถึงผู้คนที่ใช้งานได้ทั่วโลกแล้ว ยังสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าและผู้บริโภคของตนเองได้ชัดเจนขึ้นด้วย ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกสาขาอาชีพที่หลายบริษัทต้องการตัวครับ

แล้วต้องเรียนสาขาอะไร???

     ที่จริงแล้ว มีหลากหลายมาก ที่แนะนำ เช่น สาขาการตลาดและสื่อสารด้านดิจิทัล ข้อดีที่สุดของสาขานี้ก็คือ ไม่จำเป็นต้องเรียนจบตรสายครับ เพราะทุกคนสามารถเข้ามาทำสายนี้ได้ “ขอเพียงมีทักษะ ความสามารถ อัพเดทความรู้”

รายได้ประมาณเท่าไหร่ ???

     โดยทั่วไป บริษัทและองค์กรแต่ละแห่งมีความต้องการสาขานี้เกือบทุกแห่ง เงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 15,000 บาท แต่ในสาขาที่ต้องการความสามารถเฉพาะทางขึ้นมา มีโอกาสได้เงินเดือนเพิ่มมากกว่านั้น ตั้งแต่ 20,000-30,000 บาทขึ้นไป สำหรับบริษัทต่างชาติ

     สำหรับคนอาจจะเรียนต่อปริญญาโท เพื่อเอาปริญญาในสาขานี้มาช่วยโปรไฟล์ได้ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในแง่ที่จะเติบโตในบริษัทหรือองค์กรใหญ่ได้ แต่คุณสามารถทำงานสายนี้ในฐานะฟรีเอเย่นต์ หรือฟรีแลนซ์ แล้วสร้างรายได้มากกว่า 5 หมื่นบาทต่อเดือนขึ้นไป หรือสามารถต่อยอดสร้างธุรกิจของตัวเอง มีโอกาสทำรายได้มากกว่า 1 แสนบาทต่อเดือนได้

เรียนยากไหม ต้องเก่งภาษาไหม ???

     ความยากคือ ต้องหมั่นอัพเดทความรู้ อันที่จริงแล้วถ้าจะมาสายนี้ แนะนำว่าต้องฝึกภาษาอังกฤษ เพราะแหล่งความรู้ส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษ อีกทั้งเครื่องมือดิจิทัลส่วนมากก็เป็นภาษาอังกฤษด้วย แต่ตอนนี้บางบริษัทและบางองค์กรก็มีความต้องการคนที่เก่งภาษาจีนและใช้งานแพลทฟอร์มภาษาจีนได้มากขึ้นทุกที เพราะคนจีนเวลานี้กลายเป็นลูกค้าและนักลงทุนกลุ่มใหญ่ที่เข้ามาในประเทศไทย

     ในปัจจุบัน นักการตลาดดิจิทัล ยังถือว่ามีจำนวนไม่มากนัก ในระดับที่ทำสาขานี้เป็นอาชีพ ทั้งในองค์กร บริษัท และกลุ่มธุรกิจ แต่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มฟรีแลนซ์ ซึ่งที่เป็นอยู่ก็ไม่ได้การันตีว่ามีความสามารถในระดับมาตรฐานครับ นี่จึงเป็นอีกอาชีพมาแรง ที่ตลาดขาดอย่างแรงและจำเป็นในอนาคตอันใกล้

OPT คืออะไร แนะนำสำหรับคนเรียนต่อนอก

OPT คืออะไร

     OPT คืออะไร เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับพ่อแม่ที่จะส่งลูกเรียนต่อต่างประเทศ หรือน้องๆที่เก็บเงินไปเรียนเองมากครับ

     Optional Practical Training (OPT) หมายถึง การทำงานนอกมหาวิทยาลัย เพื่อให้นักศึกษาจากต่างชาติที่เข้ามาเรียนในอเมริกาได้มีโอกาสได้ประสบการณ์ทำงานกับเจ้านายหรือนายจ้างชาวอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในระหว่างเรียนและหลังเรียนจบแล้ว

     อย่างไรก็ตาม งานที่ทำจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่เรียนด้วยครับ ดังนั้นอาจเป็นงานที่มีรายได้หรือไม่มีรายได้ เช่น กลุ่มงานอาสาสมัครก็ได้

ในส่วนของเรื่องที่ควรทราบเกี่ยวกับข้อกำหนดของ OPT มีดังนี้

STEM และ Non-STEM

     นักศึกษาที่เรียนสาขาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) สามารถทำงานได้ เป็นระยะเวลา 24 เดือน แต่ถ้าไม่ใช่  (Non-STEM) สามารถ ทำงานได้เป็นระยะเวลา 12 เดือน

ประเภทการทำงาน

     แบ่งเป็น Pre-completion OPT คือให้ทำงานได้ก่อนเรียนจบ ทั่วไปแล้วสามารถสมัครได้ตั้งแต่เรียนจบปี 1 ซึ่งมีข้อกำหนดว่านักศึกษาสามารถทำงานได้ไม่เกิน 20 ชั่วโมง/สัปดาห์ สำหรับงาน part-time และไม่ให้เกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์สำหรับงาน full-time ในช่วงปิดภาคเรียน

     Post-completion OPT คือทำงานหลังจบการศึกษา สามารถสมัครได้ หลังจากเรียนจบประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งสามารถเลือกทำงานได้ทั้งแบบ Part-time และ Full-time

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ทำงาน OPT

  • วีซ่า F1 ยังไม่หมดอายุ ดังนั้นต้องตรวจสอบให้ดี
  • นักศึกษาต้องไม่เคยฝึกงานในแบบ CPT Curriculum Practical Training (CPT) หรือ จะต้องไม่เคยฝึกงานตามหลักสูตรจนครบกำหนด 12 เดือน ซึ่งระยะเวลาที่เคยทำ CPT มาก่อน จะถูกหักออกจากระยะเวลาที่สามารถทำ OPT ได้ด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าเคยทำ CPT มาแล้ว 3 เดือน เท่ากับว่านักศึกษาจะสามารถทำ OPT ได้อีกเพียง 9 เดือน เป็นต้น
  • สำหรับคนที่เคยทำ Pre-completion OPT ครบ 12 เดือนแล้ว จะไม่มีสิทธิ์ทำงานแบบ Post-completion OPT หลังจากเรียนจบ

     โดยสรุปแล้ว OPT จึงมีความสำคัญมากสำหรับทุกคนที่ออกไปเรียนในต่างประเทศ เพื่อหารายได้ด้วยตนเอง (ยกเว้นว่าทางบ้านมีส่งมาให้ไม่ขาดมือ) ซึ่งไม่จำกัดแค่คนที่เรียนอยู่เท่านั้น แต่คนที่เรียนจบแล้วอยากหาประสบการณ์จริงในการทำงานในสหรัฐอเมริกาก่อนเดินทางกลับประเทศไทยก็สามารถเลือกทำงานแบบ OPT    ได้เช่นกัน


จริงหรือไม่ เรียนต่อ ออสเตรเลีย แล้วไม่ได้ภาษา

เรียนต่อ ออสเตรเลีย แล้วไม่ได้ภาษา

      เรียนต่อ ออสเตรเลีย แล้วไม่ได้ภาษา จริงหรือไม่ นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยมากครับสำหรับคนที่สนใจไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งหนึ่งในความคาดหวังอย่างหนึ่งก็คือ ต้องได้ภาษากลับมา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ที่เป็นภาษากลางของโลก

     แล้วทำไมถึงเกิดความเชื่อแบบนี้??? ส่วนหนึ่งคือมันเกิดมาจากคนที่ไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียแล้วกลับมาบอกเล่าว่า ไปแล้วไม่ได้ภาษาอังกฤษเท่าที่ควร แต่ก็ต้องมาดูครับว่า สาเหตุที่ไม่ได้ภาษาเพราะอะไร แล้วทำไมต้องเป็นออสเตรเลียที่คนลือกันว่าไม่ค่อยได้ภาษาละ

1.ออสเตรเลีย คนไทยเยอะจริงหรือ

     อันนี้ก็พูดเกินไปครับ เพราะการที่คนไทยอยู่ที่ออสเตรเลียเยอะ ก็ไม่ได้แปลว่าคุณส่งลูกหลานไปเรียนต่อแล้วเขาจะอยู่ในชุมชนคนไทยเยอะเสมอไป ต้องบอกว่า ที่จริงคนไทยในออสเตรเลียไม่ได้เยอะขนาดนั้น คือถ้าคิดเป็นสัดส่วน อยู่ที่ประมาณ 3-4% หรือน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำครับ

2.แล้วทำไมหลายคนบอกว่าไม่ได้ภาษา

     กรณีนี้มีส่วน สำหรับบางคนที่ไปเรียนต่อที่นั่นแล้วเข้าสังคมกับกลุ่มคนไทยที่นิยมไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียอยู่ช่วงหนึ่ง ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกครับที่ว่าทำไมคนไปเรียนต่อแล้วไม่ค่อยได้ภาษา มันขึ้นอยู่กับช่วงนั้นด้วยว่า เป็นช่วงที่คนไทยนิยมไปเรียนหรือเปล่า

3.คนเอเชียที่เรียนในออสเตรเลีย ส่วนมากชาติไหน

     ที่จริงแล้วมีผสมผสานกันอยู่ครับ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับคนที่ไปเรียนด้วยครับว่า เลือกเข้าสังคมแบบไหนตอนไปอยู่ออสเตรเลีย ถ้าอยู่แต่กับคนไทย ก็ไม่น่าแปลกที่จะได้ภาษาน้อย

ในภาพรวมแล้ว ออสเตรเลีย ก็ยังเป็นประเทศที่เหมาะกับการไปเรียนต่อมากที่สุดแห่งหนึ่ง

เก็บเงินเรียนต่อต่างประเทศ คำแนะนำง่ายๆ

เก็บเงินเรียนต่อต่างประเทศ

เก็บเงินเรียนต่อต่างประเทศ ยากไหม ทำยังไงดี มีงานพิเศษ หรือแนวทางอะไรบ้างที่ช่วยให้เก็บเงินได้เร็วขึ้น แล้วต้องเก็บเงินเท่าไหร่ เชื่อว่านี่เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้ เราจึงแนะนำแนวทางให้ เพราะคนที่ไม่เลือกงาน ย่อมไม่ยากจน อีกทั้งนี่เป็นยุคดิจิทัล ที่คุณอาจจะสามารถหางานเพิ่มได้ถ้าพัฒนาทักษะด้านแพลทฟอร์มใช้งานทางออนไลน์ด้วยครับ

1. บริหารเงิน บริหารเวลา

     เริ่มจากบริหารเงินและเวลาก่อนเลยครับ เป็นหัวใจสำคัญที่สุดอันดับต้นๆ เพราะถ้ามีเวลา ก็สามารถหางาน Part Time เพิ่มได้ แล้วถ้าบริหารเงินเป็น นอกจากฝึกวินัยทางการเงินแล้ว ยังช่วยให้คุณใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นได้ด้วย มีเงินเหลือเก็บอีก

2. เปลี่ยนความชอบให้เป็นงาน ช่องทางออนไลน์ช่วยได้

     อันนี้เป็นข้อสำคัญมาก มันคือการเปลี่ยนความชอบ ซึ่งมักมาพร้อมกับการเป็นเรื่องที่ถนัด หรือถึงขั้นเป็นพรสวรรค์ในด้านนั้นๆ ให้กลายเป็นรายได้เสริมหรือเป็นงานเสริมที่หลายคนสามารถทำให้มันกลายเป็นอาชีพที่สองได้ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจชะลอตัว และงานประจำในบริษัทใหญ่และกระทั่งธนาคารเองก็ไม่ได้มั่นคงอีกแล้ว

     ถ้านึกไม่ออก เรามีตัวอย่างเช่น ขายสินค้าที่ตัวเองชอบทางออนไลน์ เพราะเราชอบของพวกนั้นอยู่แล้ว เราจะรู้ว่า ใครคือลูกค้า และของไหนที่ดีจริง มีมูลค่า ทำเงินได้ ซึ่งมันก็จะทำให้มันไม่กลายเป็นงานที่รู้สึกว่ายากเกินไปหรือมาเพิ่มภาระด้วยครับ

3. ขอทุนเรียนต่อ

     มหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศเกือบทั้งหมดจะมีการให้ทุนเรียนเสมอ ยิ่งเวลานี้มหาวิทยาลัยต้องง้อนักศึกษามาเรียนมากขึ้น อีกทั้งบางสาขาก็ขาดคนเรียนด้วย

4. เปิดบัญชีเก็บเงินสำหรับเรียนต่อโดยเฉพาะ

     เป็นอีกวิธีในการช่วยเก็บเงินให้ดีขึ้น คือเปิดบัญชีเฉพาะไปเลยสำหรับใช้จ่ายเรื่องนี้ แล้วไม่ต้องไปยุ่งกับเงินในบัญชีนี้เลยครับ

5. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

     หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เรามีรายจ่ายต่อเดือนมากน้อยแค่ไหน ในขณะที่รายรับแต่ละเดือนคงที่หรือไม่ก็เปลี่ยนแปลงขึ้นลงบ้าง แต่รายจ่ายบางเดือนของหลายคนเข้าขั้นวิกฤต จึงแนะนำให้ทำบัญชีรายรับและรายจ่าย สามารถช่วยให้เราทราบการหมุนเวียนของเงินเราได้ครับ

เก็บเงินเรียนต่อต่างประเทศ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการสร้างวินัยทางการเงินครับ แนะนำให้ลองเริ่มทำดู

เรียนต่อ ป.โท เมืองนอก เรียนก่อนหรือทำงานก่อนดี

เรียนป.โท เมืองนอก เรียนหรือทำงานก่อนดี

     เรียนต่อ ป.โท เมืองนอก เราพบว่ามีคำถามสำคัญข้อหนึ่งที่พบบ่อยมากคือ เราจะเรียนก่อน หรือทำงานก่อนไปต่อนอกดี

     ที่จริงแล้วแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตและต้นทุนไม่เหมือนกัน จึงไม่มีคำตอบที่ตายตัวหรือคำตอบที่จะเหมาะสมสำหรับทุกคน ดังนั้นเราเลยมีคำแนะนำว่า ให้เราลองเช็คลิสต์ สำรวจตัวเองก่อน ตามนี้เลยครับถามตัวเองก่อน ดังนี้ว่า

1.เราเรียนจบสาขาอะไร แล้วเราชอบหรือไม่

สำคัญมากว่า ตัวเราจะทำงานในสาขาที่เรียนจบต่อไปแค่ไหน

     กรณี 1 ถ้าท่านมีความคิดว่า ไม่ชอบเลย อยากเปลี่ยนสายงาน หรือที่เรียนมาก็จบแค่เอาปริญญาก็พอแล้ว ถ้าเช่นนั้นอย่าเพิ่งไปต่อนอกครับ

     มีบางคนไม่แน่ใจว่า ตกลงเราชอบสาขานี้หรือไม่ อันนี้ไม่แปลก หลายคนเรียนจบแล้วทำงานมาหลายปียังตอบไม่ได้เลยว่าที่จริงแล้วตัวเองชอบอะไร เก่งอะไรที่สุด

     คำแนะนำคือ หางานทำดูก่อนสัก 1-3 ปี ถ้าแน่ใจแล้วว่าคุณจะมาทางสาขานี้ ก็ไปต่อนอกได้ หรือบางทีคุณอาจจะไม่จำเป็นต้องต่อนอก ในสมัยนี้บางสาขาต่อ ป.โท ที่เมืองไทยก็พอแล้ว

     แล้วก็มีหลายคนที่พอทำงานไปแล้ว ค้นพบความถนัดหรือสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ก็เปลี่ยนสาขาไปเลย ตรงนี้คุณอาจจะไปต่อนอกในสาขาใหม่ที่คุณค้นพบก็ได้

     กรณี 2 จบสาขานี้แล้วชอบมาก เกิดมาเพื่อทำอาชีพสายนี้

สามารถไป เรียนต่อ ป.โท เมืองนอก ได้เลยครับ เพียงแต่ก็ไม่ใช่ทุกสาขาที่เหมาะจะต่อนอก มีบางสาขาต่อในเมืองไทยก็เพียงพอแล้ว

2.เงิน มีไหม

สำคัญที่สุด ถ้าไม่มีเงินเรียนต่อ แต่กระหายอยากเรียนต่อมาก คุณต้องถามตัวเองว่า แล้วคุณมีปัญญาหาเองได้หรือไม่ ซึ่งก็มีหลายวิธี เช่น ขอทุนการศึกษา แต่ถ้าต้องถึงขั้นกู้หนี้ยืมสินมาเรียนต่อ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีนักครับสำหรับคนที่ทางบ้านมีเงินส่งเสีย หรือมีผู้อุปถัมภ์ อันนี้ไม่มีปัญหา อยู่ที่ว่าจะไปต่อประเทศไหนมากกว่า

3.อนาคตของอาชีพหรือสาขางานของคุณ

ตอนนี้เป็นยุคดิจิทัล เทคโนโลยีก้าวหน้าไปชนิดก้าวกระโดดมาก บางสาขาอาชีพได้รับผลกระทบ อาจถึงขั้นเป็นอาชีพที่ไม่มีอนาคตไปเลย ในขณะที่สาขาอาชีพบางสายกลายเป็นมีอนาคต เป็นที่ต้องการของตลาด หรือบางสาขาเป็นอาชีพเกิดใหม่มาแรงชนิดที่คนยุคก่อนหน้านี้สัก 10 ปีอาจจะคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ นี่ยังไม่นับรวมความรับผิดชอบอื่นๆที่คุณอาจะมีอยู่เช่น ครอบครัว หรือกิจการทางบ้านด้วยนะครับ ซึ่งข้อหลังนี้หลายคนจะรู้กันอยู่แล้ว

ดังนั้นลองประเมิน และตรวจสอบตัวเองก่อนง่ายๆครับ คุณอาจจะได้คำตอบที่เหมาะสมกว่าที่คิด

แนะนำ 6 ประเทศ ยุโรป เรียนต่อนอก ราคาถูก

6 ประเทศ ยุโรป เรียนต่อนอก ราคาถูก

             หลายคนอยากไป เรียนต่อในยุโรป แต่ต้องยอมรับว่า ค่าใช้จ่ายเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด มากกว่าอะไรทั้งหมด มากกว่าเรื่องภาษาซึ่งสามารถฝึกฝนได้

        สำหรับข้อดีสำคัญของประเทศในทวีปยุโรป โดยเฉพาะยุโรปเหนือ สแกนดิเนเวีย ยุโรปภาคพื้นทวีป และยุโรปตะวันตก คือกลุ่มประเทศเหล่านี้มีสภาพแวดล้อมที่ดีและเอื้อต่อการศึกษาเล่าเรียนอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับและการันตีเรื่องคุณภาพของการศึกษา บางประเทศเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมด้วย แต่เรื่องค่าใช้จ่ายคืออุปสรรคอันดับหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมามีทางออกเช่น การขอทุนเรียน ซึ่งหลายมหาวิทยาลัยจะมีทุนให้เรียนฟรี และบางที่ก็ให้เรียนในราคาถูกได้ด้วย โดยเฉพาะในภาวะที่มหาลายวิทยาลัยหลายแห่งพยายามปรับตัวในการรับนักศึกษามากขึ้น มาลองดูว่า จะไป เรียนต่อนอก ราคาถูก ในยุโรป ระดับปริญญาตรีที่น่าสนใจมีที่ไหนแนะนำบ้างครับ สำหรับสกุลเงิน ยูโร 1 ยูโร = อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 40 บาท แล้วเพื่อความสะดวกจึงอธิบายเป็นค่าเงินบาทไทย ซึ่งเป็นการคำนวณตัวเลขคร่าวๆครับ

ประเทศฟินแลนด์

            ฟินแลนด์ถือว่าเป็นประเทศที่สร้างสรรค์และส่งออกด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีอันดับต้นๆของโลกมานานหลายสิบปี แม้ช่วงหลังจะดรอปไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นประเทศที่เด่นในด้านนี้อยู่ดี

            สำหรับค่าเรียนในฟินแลนด์ ถือว่าถูกครับ ขั้นต่ำเริ่มที่ประมาณ 25,000 – 33,000 บาท หรือขั้นสูงอยู่ที่ 120,000 ต่อปี ส่วนค่าใช้จ่ายในการกินอยู่อาศัยอื่นๆ ขึ้นอยู่กับเมืองที่อาศัยด้วย เอาเป็นว่าควรมีอย่างน้อย 2 แสนบาทขึ้นไปเป็นอย่างต่ำ

ประเทศเบลเยียม

            เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศไทย แถมในช่วงหลายปีหลัง มีกลุ่มธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในเบลเยียมอีกด้วย เบลเยียมเป็นประเทศเล็ก มีประชากรน้อย จึงให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาและผลิตบุคลากรด้านนี้มาก โดยเฉพาะอาชีพครู เบลเยียมยังเป็นประเทศที่ถูกพูดถึงว่า หนึ่งคนสามารถทำได้ถึงสามอาชีพ เพราะมีคนน้อย ดังนั้นจึงโดดเด่นมากในด้านทรัพยากรมนุษย์

            สำหรับค่าเรียนในเบลเยียมถือว่าไม่แพงนัก ขั้นต่ำเริ่มที่ประมาณ 35,000 บาท หรือขั้นสูงอยู่ที่ 130,000 ต่อปี ส่วนค่าใช้จ่ายในการกินอยู่อาศัยอื่นๆ รายปีอยู่ที่ประมาณ 4-5 แสนบาท

เมืองหลวง Brussels ยังได้รับการจัดลำดับให้เป็นเมืองด้านการศึกษาอยู่ใน TOP50 ของโลก และมีอันดับสูงขึ้นในช่วงหลังด้วย

ประเทศเนเธอร์แลนด์

      อีกหนึ่งประเทศที่มีเศรษฐกิจโดดเด่นในยุโรป แม้ว่าจะเป็นประเทศขนาดเล็กและประชากรน้อยก็ตาม เป็นเพื่อนบ้านของเบลเยียม แต่มีแหล่งทรัพยากรและบริษัทด้านปิโตรเคมีอันดับต้นๆของโลกด้วย 

           ค่าเรียนอยู่ที่ประมาณ 35,000 บาท ขึ้นไป แต่ในบางสาขาวิชาโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมจะมีค่าใช้จ่ายสูง ตั้งแต่ประมาณ 270,000 – 330,000 บาท สำหรับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ

ประเทศออสเตรีย

           อีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจมากสำหรับการเรียนต่อ เนื่องจากมหาวิทยาลัยในออสเตรียถูกจัดให้อยู่ใน TOP20 ของโลก ในปี 2019 ที่ผ่านมา โดยการจัดของ QS Best Student Cities

           อีกทั้งข้อดีอีกเรื่องคือ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศนี้มีค่าเทอมที่จัดว่าถูกพอสมควร ค่าเรียนอยู่ที่ประมาณ 28,000 บาท – 35,000 บาท ต่อไป ส่วนค่าครองชีพประมาณ 400,000 - 500,000 บาท ต่อปี

ประเทศอิตาลี

            ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการค้นหาทาง Google เพื่อจะเดินทางไปมาเป็นอันดับต้นๆของโลก และยังเป็นเมืองที่โดดเด่นในบางสาขาโดยเฉพาะด้านศิลปกรรม ค่าเรียนในระดับปริญญาตรีสำหรับมหาวิทยาลัยอยู่ที่ ประมาณ 35,000 – 40,000 ต่อปี ส่วนค่าค่าครองชีพประมาณ 450,000 – 700,000 บาทต่อปี

            นอกจากนี้ เมืองมิลาน และกรุงโรม ยังเป็นสองเมืองสำคัญของโลกที่มีมหาวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองจัดอันดับ QS Best Student Cities อีกด้วย

ประเทศสเปน

            ภาษาสเปนเป็นหนึ่งในภาษา Major ที่ใช้ในหลายประเทศ รวมถึงในองค์กรสหประชาชาติด้วย และเป็นภาษาในทวีปอเมริกาใต้และอีกหลายประเทศนิยใช้กัน คนที่เรียนสเปนก็จะได้เปรียบในเรื่องการไปทำงานกับองค์กรระหว่างประเทศ สเปนยังเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆของโลกด้วย

            ค่าเรียนในระดับปริญญาตรีสำหรับมหาวิทยาลัยอยู่ที่ ประมาณ 26,000 – 55,000 ต่อปี ส่วนค่าค่าครองชีพประมาณ 420,000 – 500,000 บาทต่อปี

            สำหรับเมืองหลวงมาดริด บาเซโลนาและวาเลนเซียยังได้รับการรับรองมาตรฐานด้านมหาวิทยาลัยด้วย

สำหรับคนที่มีทุนน้อย สามารถทำเรื่องขอทุน ซึ่งหาข้อมูลได้ใน Google เลยครับ

สอบ TOEFL อะไรบ้าง ที่ควรรู้ คะแนนที่แนะนำ

สอบ TOEFL อะไรบ้าง ที่ควรรู้ 

     สอบ TOEFL หรือ Test of English as a Foreign Language คือ การสอบวัดผลภาษาอังกฤษตามมาตรฐานภาษาอังกฤษตามแบบอเมริกัน
     ซึ่งการสอบนี้ถูกออกแบบมา มีเป้าหมายเพื่อใช้ประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร TOEFL ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ผลสอบสามารถนำไปใช้ในการศึกษาต่อต่างประเทศ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารเป็นหลัก

TOEFL สอบอะไรบ้าง

     เป็นการทดสอบทักษะการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน คือ การพูด (Speaking) การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) และ การเขียน (Writing)
     โดยใช้ Internet-Based Testing : IBT การสอบจะอยู่บนอินเตอร์เน็ต ซึ่งในแต่ละส่วนจะมี 0-30 คะแนน รวมแล้ว 120 คะแนนทั้งหมด เต็ม 120 ปกติแล้วก็จะใช้เวลาสอบประมาณ 4 ชั่วโมง

ถ้าวางแผนให้ดี ก็สามารถทำคะแนนสอบดีๆได้ครับ มาลองดูว่าแต่ละส่วนมีอะไรบ้าง

สอบการพูด (Speaking)

     มีข้อสอบ 3 แบบ คะแนนเต็ม 30 ได้แก่
Independent 2 ข้อ คนสอบจะได้ฟังเรื่องที่ค่อนข้างเป็นเรื่องในสังคมไทย หรือเราคุ้นเคยกันอยู่ แล้วจากนั้นก็จะต้องตอบคำถามที่ได้มา โดยได้เวลาเตรียมตัวตอบคำถาม 15 วินาที มีเวลาให้รตอบคำถาม 45 วินาที
Integrated Reading + Listening 2 ข้อ จะมีบทความขนาดสั้นมาให้ แล้วฟังบทสนทนาหรือบทบรรยายในเรื่องที่เกี่ยวกับบทความนั้น แล้วถามตอบจากสิ่งที่ได้ฟังครับ มีเวลาเตรียมตัวตอบคำถาม 30 วินาที และมีเวลาตอบคำถาม 1 นาที

Integrated Listening 2 ข้อ ผู้สอบจะได้ฟังบทสนทนาหรือบทบรรยาย ซึ่งเป็นเนื้อหาทางวิชาการ มีเวลาเตรียมตอบคำถาม 20 วินาที และตอบคำถามใน 1 นาที

สอบการฟัง (Listening)

     มีข้อสอบ 2 แบบ โดยคนสอบต้องฟังผ่านหูฟังทั้งหมด ใช้เวลาประมาณ 60-90 นาทีโดยรวม คะแนนเต็ม 30 ได้แก่

Academic Lecture เราจะได้ฟังบทบรรยายในแบบที่มีการจำลองสถานการณ์ต่างๆประมาณ 4-6 เรื่อง ใช้เวลาในการฟังแต่ละเรื่องประมาณ 3-5 นาที และตอบคำถามประมาณ 6 ข้อ ต่อเรื่อง

Conversation ให้เราฟังบทสนทนา 2-3 เรื่อง ใช้เวลาในการฟังเรื่องละ 3 นาที และตอบคำถามจากเรื่องที่ฟัง มีประมาณ 5 ข้อต่ อเรื่อง
ผู้สอบจะต้องฟังบทสนทนาทั้งหมดผ่านทางหูฟัง เวลาในการสอบโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 60 - 90 นาที คะแนนเต็มอยู่ที่ 30 คะแนน โดยมี Level เกณฑ์ให้คะแนนตามนี้

สอบการอ่าน (Reading)

     เป็นการสอบโดยอ่านบทความ 3-5 ชิ้น บทความ ความยาวประมาณ 700 คำต่อคำ แล้วจึงตอบคำถาม โดยเวลาในการสอบโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 60 - 100 นาที คะแนนเต็มอยู่ที่ 30 คะแนน
คำถามและคำตอบในบทความ เน้นที่ความเป็นเหตุผล และการวิเคราะห์ ซึ่งจะมีคำถามและคำตอบหลอกไปด้วย

สอบการเขียน (Writing)

     ข้อสอบการเขียน คะแนนเต็ม 30 ใช้เวลา 50 นาทีในการเขียนบทความ Essay 2 ชิ้น โดยเราจะได้ฟังข้อมูลมาก่อน ได้แก่

Integrated Writing ใช้เวลา 20 นาที เป็นการเขียนที่จะมีเรื่องแล้วมีเสียงพูด จากนั้นเราต้องฟังเพื่อนำมาเขียนจากสิ่งที่ได้ยินเพื่อเสนอการโต้แย้งลงกระดาษ

Independent Writing มีใช้เวลา 30 นาที ข้อสอบนี้จะเป็นการทดสอบทักษะด้านการเขียนเต็มที่ เพราะไม่มีการฟังหรืออ่านบทความมาให้ แต่เราต้องใช้ความคิดเราทั้งหมด โดยจะมีคำถามทั่วไปมาให้ แล้วต้องเขียนบทความประมาณ 300 คำ คำตอบนั้นไม่เน้นถูกหรือผิด แต่ดูที่ สิ่งที่ต้องการสื่อสาร หลักไวยากรณ์ การใช้ภาษา ซึ่งถ้ากังวลเรื่อง Grammar ก็ไม่เป็นไรครับ เน้นเขียนในสิ่งที่ต้องการก่อนแล้วค่อยมาเช็คทีหลังได้

     สำหรับผลคะแนนที่ได้ออกมา จะสามารถนำมาใช้ได้ภายในระยะเวลา 2 ปี นันตั้งแต่วันที่เราสอบ หรือเราสามารถอัพเดตเช็คข้อมูลต่างๆ เกี่ยวับการสอบ TOEFL ได้ที่เว็บไซต์ http://www.ets.org/toefl/ibt/scores/understand

5 ภาษา น่าเรียน ทุกสายงานและทุองค์กรต้องการตัว

ภาษา น่าเรียน ทุกสายงานและทุองค์กรต้องการตัว

     ตอนนี้กระแสโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ถ้าต้องการประสบความสำเร็จมากขึ้น และสื่อสารกับคนทั่วโลก เพิ่มโอกาสของตนเอง และความก้าวหน้าในอาชีพ การสื่อสารภาษาอื่นจึงมีความจเป็น แน่นอนว่าภาษาอังกฤษคือตัวหลัก แต่ตอนนี้เรายังจำเป็นต้องได้ภาษาที่สามมากขึ้นครับ

     มาดูกันว่า 5 ภาษาที่แนะนำ ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกสายงานต่อไปนี้ มีอะไรบ้าง 

ภาษาอังกฤษ (English)

     ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก เรารู้อยู่แล้วว่าภาษาอังกฤษคือภาษามาตรฐานที่คนทั่วโลกใช้สื่อสารกันมากที่สุดมาหลายทศวรรษ และแทบทุกโรงเรียนต้องมีสอนภาษาอังกฤษเป็นภาคบังคับอยู่แล้ว เพราะประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 อย่างสหรัฐอเมริกาใช้ภาษาอังกฤษ (สำเนียงอเมริกัน) เป็นภาษาหลัก แล้วยังมีอีกหลายประเทศในยุโรปที่ใช้ภาษานี้สื่อสารเป็นภาษารอง รวมถึงในบางประเทศของทวีปเอเชียด้วย 

ภาษาจีนกลาง (普通话)

     ภาษาจีน กำลังมาแรงที่สุดในเวลานี้ เพราะปัจจุบัน คนจีนคือผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศจีนยังได้ชื่อว่าเป็นโรงงานโลกที่ผลิตสินค้าแทบทุกประเภทให้คนทั่วโลก อีกทั้งในประเทศไทยตอนนี้และต่อไปมีความร่วมมือกับจีนมหาศาลมาก ซึ่งตอนนี้ภาษาจีนกำลังกลายเป็นภาษาภาคบังคับอันดับสองรองจากภาษาอังกฤษด้วย มีหลายประเทศเริ่มหันมาศึกษาภาษาจีนมากขึ้น โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกาที่รัฐบาลจีนได้เข้าไปลงทุนเอาไว้มาก 

​     ในภาพรวม ภาษาจีนได้รับการบรรจุเป็นภาษาในองค์การสหประชาชาติ เป็นภาษาที่มีคนพูดมากกว่าพันล้านคน และมีการสำรวจกับคาดการณ์ว่า ภายในปี 2020 เป็นต้นไป จีนจะมีเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขึ้นมาเทียบเท่าหรือแซงหน้าสหรัฐอเมริกา เป็นอันดับ 1 ของโลก

     สำหรับภาษาจีน จะมีหลายสำเนียง ซึ่งคนจีนที่อพยพมาตั้งรกรากในไทย ที่เรียกกันว่า เสื่อผืนหมอนใบ มักจะใช้จีนแต้จิ๋ว แต่ในจีนแผ่นดินใหญ่ตอนนี้และในระดับโลก ภาษาจีนกลาง หรือ จีนแมนดาริน เป็นภาษาจีนที่ใช้แบบราชการ และคนจีนพูดกันมากที่สุดในปัจจุบัน

     คำแนะนำคือ ถ้าเราหรือลูกหลานรุ่นต่อไปสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาอังกฤษและจีน จะเป็นประโยชน์และช่วยรับประกันความก้าวหน้าในแต่ละสายงานได้มากครับ 

ภาษาสเปน (Español)

     เป็นหนึ่งในภาษาสำคัญ ที่อาจจะถูกมองข้าม หรือหลายคนอาจไม่ทราบว่า ภาษาสเปนถูกใช้เป็นภาษาราชการในหลายประเทศรวมแล้วถึงสามทวีป ภาพรวมแล้วมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก มีคนพูดได้ราว 400 ล้านคน และยังเป็นภาษาที่สองของสหรัฐอเมริกาด้วย อีกทั้งในองค์การสหประชาชาติ ยังใช้สเปนเป็นหนึ่งในภาษาหลัก
     ในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาสเปน ก็เป็นประเทศที่มีแนวโน้มทางด้านเศรษฐกิจด้วย นอกจากนี้ยังเป็นอันดับ 3 ที่มีการใช้งานที่สุดในอินเทอร์เน็ต รองจาก อังกฤษและจีน

ภาษาญี่ปุ่น (日本語 )

     ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับต้นๆของโลกมายาวนาน แม้ว่าจะเสียสถานะให้กับจีนที่ขึ้นมาแทนก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศอุตสาหกรรมอันับต้นๆของโลก และสำหรับไทยแล้ว ญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เข้ามาร่วมลงทุนและมีโครงการด้วยมากที่สุดอยู่หลายสิบปี

     หลายบริษัทในไทยเป็นบริษัทจากญี่ปุ่น แล้วยังเป็นบริษัทใหญ่ด้วย มีคนไทยไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นก็มาก แม้ว่าจะเป็นภาษาที่มีแค่ญี่ปุ่นประเทศเดียวที่ใช้งานหลักก็ตาม แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะเรียนครับ อีกทั้งยังมีหลายสายงานที่ยังต้องการบุคลากรที่ใช้ภาษานี้ได้

     ข้อดีอีกอย่างคือ ในประเทศญี่ปุ่นแต่ไหนมาจนถึงตอนนี้ มีคนที่สื่อสารภาษาอังกฤษในระดับดีได้น้อย อีกทั้งความชาตินิยมของแต่ละองค์กร ทำให้เขายังใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นหลักในการสื่อสาร ถ้าสามารถใช้ภาษาญี่ปุ่นได้ ก็จะได้เปรียบครับ

ภาษาเยอรมัน (Deutsch)

     เยอรมันเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำและประเทศที่มีเศรษฐกิจสูงอันดับต้นๆของโลก และเป็นอันดับหนึ่งของทวีปยุโรป ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นหนึ่งในภาษาของสหประชาชาติก็ตาม แต่ปัจจุบันก็เป็นภาษาราชการและภาษาที่นืยมสื่อสารกันเป็นภษาที่สองของหลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มสแกนดิเนเวียและประเทศข้างเคียง ซึ่งทุกประเทศมีเศรษฐกิจดีทั้งนั้น เช่น เบลเยียม ออสเตรีย เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น

     ภาษาเยอรมันยังง่ายในการศึกษา เพราะรูปแบบคล้ายภาษาอังกฤษ แม้ว่าไวยากรณ์จะยากกว่าก็ตาม นอกจากนี้เยอรมันนังเป็นแหล่งสำคัญทางด้านการแพทย์และอุตสาหกรรมด้วย 

7 ปัญหา เรียนต่อนอก ไม่สำเร็จ ที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง

ปัญหา เรียนต่อนอก ไม่สำเร็จ 

     ปัญหา เรียนต่อนอก ไม่ว่าจะเป็นก่อนไปหรือหลังจากไปแล้ว กลับพบว่าเรียนไม่จบหรือพบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย การปรับตัวไม่ได้ มาลองดูว่าปัญหาที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง

1. ไปเรียนต่อ ไม่ได้เหมือนไปเที่ยว

     ปัญหา เรียนต่อนอก ที่พบบ่อยก็คือการตั้งเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน และคิเอาเองว่า ไปเรียน ไปอยู่ ไปทำงาน จะสบายและสนุกเหมือนไปเที่ยว
     เพราะเราต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อนว่า การไปเรียนต่อนอก ไม่ได้เหมือนกับไปเที่ยว ดังนั้นทุกอย่างไม่เหมือนกับตอนไปเที่ยว แต่เราต้องไปใช้ชีวิตอยู่เป็นปีๆ

2. ปัญหาค่าใช้จ่าย

     เรื่องไม่มีเงิน หรือขอทุนไม่ได้ ก็เป็นปัญหาอยู่แล้ว แต่มีบางกรณีที่ตอนแรกครอบครัวมีเงินส่งเรียนนอกได้ แต่พอส่งไปแล้วเกิดมีปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ แล้วยังมีกรณีค่าเงินอ่อนตัว ที่อาจจะส่งผลกระทบไปด้วย
     สำหรับคนที่ไปเรียนนอก ก็จำเป็นต้องคำนึงเรื่องเหล่านี้ไว้ด้วยครับ และควรหางานทำในต่างประเทศด้วยเพื่อเซฟค่าใช้จ่ายเหล่านี้

3. ภาษาไม่พร้อม

     ถ้าภาษาไม่พร้อม ก็ต้องฝึกครับ ไม่ว่าจะไปประเทศไหน

4. คะแนนสอบ 

     เป็นข้อสำคัญมากตั้งแต่ก่อนไปครับ ตรวจสอบก่อนว่า คุณต้องใช้คะแนนสอบอะไรบ้าง โดยเฉพาะการทดสอบในเรื่องภาษา ตัวอย่างเช่น TOEFL และ IELTS ถ้าไม่ผ่านแต่แรกก็จบกัน

5. ในยุคนี้ บางสายอาชีพ ไม่จำเป็นต้องต่อนอกเสมอไป

     ต้องคำนึงเรื่องนี้ด้วย การจะไปเรียนต่อนอกในยุคนี้ คุณต้องดูว่าตัวเองจะเรียนสายไหน สาขาอะไร คุณจะทำสายอาชีพอะไร 

     บางคนที่มีเงินหรือมีกิจการ ไปเรียนเพื่อเอาภาษา เอาโปรไฟล์ ปริญญา แต่สำหรับคนที่ต้องเอาความรู้มาต่อยอดเพื่อทำอาชีพในสายของตน ก็ต้องดูว่าจำเป็นแค่ไหนที่จะออกไปต่อนอก เพราะในบางสาขาเวลานี้คุณไม่จำเป็นต้องออกไปต่อนอกเสมอไป

6. ปรับตัวไม่ได้

     ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การใช้ชีวิต อาหารการกิน สภาพอากาศ วัฒนธรรม อันที่จริงเรื่องนี้มีการพูดถึงว่า หนึ่งปีแรกคือการปรับตัว ซึ่งต้องอยู่ให้นานพอ แน่นอนว่านี่คือเรื่องที่คนเรียนต่อนอกทุกคนต้องเคยผ่านกันมามหมดแล้วครับ

7. ความขยันและทัศนคติ

ที่จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นการไปเรียนต่อหรือทำงาน ความขยันและทัศนคติที่ดี มีความจำเป็นมาก ต้องคำนึงว่าเราไปอยู่เมืองนอก คือเท่ากับใช้ชีวิตในโลกกว้าง ต้องพึ่งพาตนเองครับ

8 เรื่องที่ควรเตรียมพร้อมก่อน เรียนต่อเมืองนอก

เตรียมพร้อมก่อน เรียนต่อเมืองนอก

     หลายคนอยากไป เรียนต่อเมืองนอก เพราะคิดว่านี่เป็นหนทางที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตหรือยกระดับความก้าวหน้าในอาชีพการงานในอนาคต ถ้าเป็นคนที่มีฐานะการเงินมากพอ หรือมีช่องทางในการไปอยู่ก่อนแล้ว ก็อาจจะไม่มีปัญหามากนัก แต่สำหรับคนที่บ้านไม่ได้มีฐานะการเงินมากพอ แล้วอยากจะไป เรียนต่อเมืองนอก เราจะทำได้หรือไม่

คำตอบคือ ทำได้ครับ แต่ก่อนอื่นเราควรทำ Check list เตรียมความพร้อมให้กับตัวเองก่อนว่า เราพร้อมที่จะไปแล้วหรือยัง แล้วถ้ายังไม่พร้อม เราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

1. ต้องมีเป้าหมายก่อน จะไปเรียน เที่ยว หรือทำงาน

    เป้าหมายต้องชัดเจนครับว่า จะไปเพื่ออะไร มีบางคนที่คิดอยากจะไปต่อนอก เพราะเคยไปเที่ยวต่างประเทศมาก่อนแล้วถูกใจ อยากไปเรียนจนถึงอยากไปทำงานที่นั่น แต่มันไม่เหมือนกับการไปเที่ยวเพียงไม่กี่วันครับ เพราะคุณต้องไปใช้ชีวิตที่บ้านเมืองซึ่งแตกต่างจากที่คุณเกิดมา ผู้คนไม่เหมือนกันทั้งเรื่องอาหารการกิน อากาศ ภาษา ความคิด วัฒนธรรม ยิ่งถ้าคุณคิดถึงขั้นย้ายที่อยู่ไปทำงานหรือตั้งรกราก ก็ต้องพร้อมที่จะปรับตัวด้วย

2. เรียนนอก ประเทศไหน ภาษาพร้อมหรือยัง

    จะไปประเทศไหน ก็ต้องรู้จักภาษาของเจ้าของประเทศ แล้วเราพร้อมแค่ไหน ถ้าไปเรียนต่อ คุณต้องเตรียมเรื่องภาษาให้เข้มข้นพอสมควร ส่วนถ้าไปทำงาน

3. ค่าใช้จ่าย พร้อมหรือไม่

    ที่จริงแล้วนี่เป็นปัญหาพื้นฐานที่สุดเลยครับ เราอยากไปต่อนอก แต่ค่าใช้จ่ายพร้อมหรือยัง ถ้าไม่มีจะหาจากไหน ตรงนี้อาจจะต้องย้อนมองว่า เราจำเป็นต้องไปต่อนอกหรือไม่

    ในกรณีนักเรียนที่เก่งในหลายสาขาวิชา ก็สามารถทำเรื่องขอทุนได้ เวลานี้มีหลายทุนที่พร้อมออกทุนให้กับนักศึกษาครับ เราสามารถตรวจสอบได้จากในอินเทอร์เน็ตง่ายๆ

    แล้วไม่ใช่เพียงแค่ค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเทอม ค่าอาหาร ค่ากินอยู่เท่านั้น คุณต้องคำนวณเผื่อเหลือเผื่อขาดเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆไว้ด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าหอพัก ค่าเดินทาง ค่าหนังสือ อุปกรณ์ เสื้อผ้า และอื่นๆที่จะมีอีกเพียบ

4. จะเรียนสาขาวิชาอะไร

    จะไปเรียนต่อนอกทั้งที ก็ต้องดูว่าคุณจะเรียนสาขาไหนด้วย บางสาขาวิชาเป็นไฟท์บังคับที่คุณต้องออกไปศึกษาในต่างประเทศ หากจะกลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ แต่บางสาขาอาจจะไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้

5. เริ่มสมัครเรียนเมื่อไหร่

     ตรวจสอบการเริ่มสมัครให้ดี เพราะคุณต้องวิ่งเรื่องเอกสารต่างๆให้ทันก่อนจะสมัคร

6. ต้องใช้คะแนนสอบอะไรบ้าง

     สำคัญมากครับ ตรวจสอบก่อนว่า คุณต้องใช้คะแนนสอบอะไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องภาษา โดยปกติแล้ว  

ถ้าไปเรียนต่อหลักสูตรนานาชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ทางมหาวิทยาลัยมักต้องการให้เรารยื่นคะแนนสอบภาษาอังกฤษประกอบการพิจารณาเป็นพื้นฐาน

     สำหรับที่นิยมกันก็คือ TOEFL และ IELTS หรืออาจต้องยื่นคะแนนอื่นด้วย เช่น GRE หรือ GMAT ตรงนี้ต้องตรวจสอบให้ดีครับ

7. ทำเรื่องขอทุนได้หรือไม่

     ทุกวันนี้ในหลายประเทศชั้นนำที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศส เยอรมัน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ฟินแลนด์ ฯลฯ จะมีการให้ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่มีผลการเรียนดี ซึ่งการขอทุนก็มีส่วนช่วยลดค่าใช้จ่ายในการไปอยู่ในเมืองนอกได้มากครับ ปกติแล้ว ทุนพวกนี้จะมีให้เกือบทุกประเทศ เราสามารถตรวจสอบได้ มีบางกรณีที่ความสามารถหรือทักษะและกิจกรรมที่โดดเด่น สามารถขอทุนได้ด้วย

8. ที่พักอาศัย

     จะไปพักที่ไหน หอพักนักศึกษา หรือมี Home Stay ต้องตรวจสอบให้ดีครับ แม้ว่ามหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งจะมีหอพักนักศึกษาไว้ให้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่เสมอไปครับ อีกทั้งนักศึกษาในชั้นปีท้ายๆบางมหาวิทยาลัยก็จะไม่ได้อยู่ในหอพักใน แต่ต้องออกไปหาพอหักเองด้วยก็มี ดังนั้นต้องศึกษาข้อมูลตรงนี้ด้วยครับ

     สรุปแล้ว ลองทำเช็คลิสต์ออกมาแล้วถามตัวเองดีๆว่าเรามีความพร้อมแค่ไหนครับ ก่อนจะไป เรียนต่อเมืองนอก ถ้ายังขาดข้อไหน ก็ทำให้มันพร้อมได้ครับ แต่ถ้าบางข้อโดยเฉพาะเรื่องเงินไม่ไหวจริงๆ คุณก็อาจจะต้องกลับมาคิดทบทวนก่อนครับ

>